ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog คำพิพากษาฎีกา ประเด็น ภาษาเขียนที่น่าสนใจ ^^ อัพเดท 23/12/53

รูปภาพของฉัน
ปรับปรุงเพื่อทำเป็นสารบัญครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ การศึกษาอิสระ เอกสารอื่นๆ

รายชื่อที่มี จะยืมเล่มไหนก็บอกนะครับ ยังขาดเกี่ยวกับพรบคอมพ์อยู่ เดี๋ยวเอาภายหลังครับ 5/11/53 ^^
วิทยานิพนธ์
1. การเข้าถือหุ้นข้างมากของบุคคลต่างด้าวในธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายไทย, พนิดา ชุมรุม วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2547
2. บริษัทได้มาซึ่งหุ้นของตนเอง : เพื่อรักษาระดับราคาหุ้น, เพ็ญพิมล อรุณสุรัตน์ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2546
3. การต่อรองคำให้การจำเลย : ศึกษาผลกระทบและข้อเสนอต่อการนำมาปรับใช้กับประเทศไทย, ชัยวัฒน์ ม่วงแก้ว วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
4. มาตรการลงโทษระดับกลางต่อผู้กระทำความผิด, ตราดุลย์ นรนิติผดุงการ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
5. สิทธิของรัฐไร้ชายฝั่งตามกฎหมายระหว่างประเทศ, ทัศไนย์ ฤกษ์ศานติวงษ์ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2536
6. ระบอบกฎหมายว่าด้วยสิทธิการผ่านช่องแคบ, ศศิวิไล บัวสาย วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2536
7. เทคนิคทางกฎหมายในการกำหนดเขตไหล่ทวีป, ขนิษฐา เหมะรัต วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2530
8. ปัญหาในทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดจากการละทิ้งแท่นฐานจุดเจาะน้ำมันในไหล่ทวีป, นำพล ทองอุทัยศรี วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2543
9. หลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยเขตต่อเนื่อง : วิเคราะห์ปัญหาเขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง, พรภพ อ่วมพิทยา วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2533
10. การเปิดเผยพยานหลักฐานก่อนการสืบพยานในคดีอาญา, บุษณีย์ ภัทรวัฒนานนท์ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
11. ปัญหาการสืบพยานเด็กในคดีอาญา, แววตา ธรรมภิบาล วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
12. การค้นหาความจริงจากพยานเด็กในคดีอาญา ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยและกฎหมายอังกฤษ, นฤเทพ อภิรักษ์เนติพงศ์ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2545
13. การคุ้มครองผู้เสียหายกรณีเด็กถูกกระทำทารุณทางเพศก่อนและหลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา, วาสนา เก้านพรัตน์ วิทยานิพนธ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2544
14. ปัญหาในการตีความ พยานหลักฐานใหม่ ศึกษาเปรียบเทียบการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่กับการสอบสวนซ้ำ, คณิน วงศ์ใหญ่ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
15. การคุ้มครองสิทธิของพยานบุคคลในชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, ณัฐพล อนุเมธางกูร วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2548
16. ปัญหาการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539, นางสาววิจิตรา วอนเพียร วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
17. คดีปกครองเกี่ยวกับการละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายปกครอง, สรีรัตน์ หมวดเมือง วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
18. การบังคับใช้พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478, พันตำรวจโทอำนาจ จงอดิเรกลาภ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2547
19. ปัญหาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง, นายประเวศ อรรถศุภผล วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2547
20. ปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครอง, ไพโรจน์ แก้วมณี วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549
21. การแสดงเหตุผลประกอบคำสั่งทางปกครอง, จีรพงษ์ เกียรติธำรงกุล วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2543
22. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ : การศึกษากรณีกระทำในการปฏิบัติหน้าที่, กนกศักดิ์ พ่วงลาภ วิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549

สารนิพนธ์
1. ปัญหาข้อกฎมหายเกี่ยวกับสัญญาแฟคตอริ่งต่างประเทศ, ทวีพูล ศรีหงส์ สารนิพนธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2546

การศึกษาอิสระ
1. มาตรการทางกฎหมายในการกันผู้ต้องหาเป็นพยาน, พันตำรวจตรี อรรถศักดิ์ ศิริพานิช การศึกษาอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2545
2. พนักงานอัยการกับการดำเนินคดีอาญาอย่างไม่เป็นทางการ, นางสาวศุลีพร บุญชู การศึกษาอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2547
3. ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้ พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 : ศึกษากรณีการใช้อำนาจสืบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ, อมรรัตน์ ขอนสัก การศึกษาอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2549
4. ปัญหากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการค้นและยึดพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์, ณัฎฐ์พล อัครพลศานต์ การศึกษาอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2548
5. ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การศึกษาอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2548
6. การต่อรองคำรับสารภาพกับบทบาทของพนักงานอัยการ, นางสาวพนิดา บำรุง การศึกษาอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2547


เอกสารอื่นๆ
1. คำอธิบายกฎหมายทะเล ศ.ดร. จุมพล สายสุนทร
2. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเกี่ยวข้องกับกฎหมายภาษีอย่างไร, ประภาศ คงเอียด บทบัณฑิตย์ เล่มที่ 59 ตอน . กันยายน 2546
3. ผู้เสียหายในคดีปกครอง, สมชาย พฤกษ์ชัยกุล ดุลพาห พฤษภาคม-สิงหาคม 2548
4. รายงานวิจัย การกำกับดูแลเนื้อหาอินเทอร์เน็ต พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์และนิธิมา คณะนิธินันท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนาคม 2547

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อ 9-10

ดูคำบรรยายอย่างเดียว ข้อสอบแอบอยู่ในนั้น จากการสังเกตจะไม่ค่อยออกเป็นตัวอย่างที่เขียนไว้ แต่จะเป็นมาตราที่พูดเท่านั้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาข้อ 7-8

หนังสือแนะนำ
พยาน ของท่าน ธานี สิงหนาท แนะนำ ดูจูริส มาตราใหม่ด้วย
หรืออ่านพยานของท่านพรเพชร

(เลือกเอา)

เน้นดูข้อสอบเก่า กับตัวบทใหม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อ 6

หนังสือแนะนำ จับ ค้น คุมขัง ปล่อยชั่วคราว
อ่านหนังสือ ป.วิ.อ. อาจารย์เกียรติขจร เลือกอ่าน เฉพาะบทเดียวหรือหาซีร๊อกเอาจะถูกกว่า
(มีสรุปอยู่)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อ 4-5

วิอาญาข้อ 4-5
หนังสือแนะนำ สัมมนาวิอาญา หรือหนังสือ วิอาญา ท่านธานิศ
คำบรรยายเนติก็พออ่านได้อยู่
(ว่างๆ ค่อยเขียน)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (เนติ) ข้อ 1-3

ข้อ 1-3 เป็น วิอาญา ภาค 1-2
หนังสือแนะนำ
คำบรรยายเนติ สัมมนาวิอาญา ท.ธานิศ และ ท.จุลสิงห์
คำบรรยายเนติ หรือหนังสือสอบสวน ของ อ.ชัยเกษม
คำบรรยายเนติ ของท่านเรวัติ (ออกทุกปี) ในคำบรรยาย
โดยบุคคลที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 28 มี 2 คนด้วยกันคือ 1. พนักงานอัยการ 2.ผู้เสียหาย
โดยพนักงานอัยการจะเริ่มดูที่ มาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้อง เว้นแต่จะได้มีการสอบสวนเสียก่อน
แต่ในความผิดต่อส่วนตัว จะต้องมีการร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา 121 ดูต่อไป
ส่วนผู้เสียหาย แบ่งออกเป็นผู้เสียหายโดยตรง กับผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย
ผู้เสียหายโดยตรง ดู มาตรา 2 (4) + 2(7) ร้องทุกข์ โยง 120-126
ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ดูก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายหรือไม่ แล้วดู 4 5 6 โยง มาตรา 3 ผู้จัดการแทนผู้เสียหายมีอำนาจอะไรบ้าง
เรื่อง เขตอำนาจสอบสวน ท้องที่เดียว18 หลายท้องที่ 19 ต่างประเทศ 20
เรื่อง เขตอำนาจศาล 22-24
เรื่อง ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ผู้เสียหายร้องขอ 30 พนักงานร้องขอ 31
เรื่อง พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ไม่ตัดอำนาจผู้เสียหายฟ้องเอง 34 (น่าสนใจ)
เรื่อง ถอนฟ้อง มาตรา 35-36
เรื่อง คดีอาญาเลิกกัน มาตรา 37-38
เรื่อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ มาตรา 39
เรื่อง คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา มาตรา 40 - 51
เรื่อง ถ้าชันสูตรพลิกศพไม่เสร็จ ห้ามพนักงานอัยการฟ้องคดี มาตรา 129
เรื่อง 133 ทวิ 133 ตรี 134/1 /2 /3 /4 วิธีการสอบสวนผู้เสียหาย ผู้ต้องหา พยาน ที่เป็นเด็ก ชี้ตัว ตั้งทนาย แจ้งสิทธิ ผลของการฝ่าฝืน
เรื่อง อำนาจพนักงานสอบสวน เน้น 140-147 ออกบ่อย อำนาจของพนักงานสอบสวน ถึง อำนาจของพนักงานอัยการในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

ฎีกาน่าสนใจมาตรา 94 (จริงๆ แล้วไม่ได้กลับหลัก)

คำพิพากษาฎีกาที่ 1149/2552
---โจทก์มีหนังสือสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท เป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือซึ่งจำเลยต้องรับผิด แม้ภายหลังโจทก์แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ให้สูงขึ้นเป็น 120,000 บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกัน แต่ไม่ทำให้หลักฐานการกู้ยืมเงินที่ทำไว้แต่เดิมและมีผลสมบูรณ์ต้องเสียไป จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เท่าที่กู้ไปจริง

ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกานี้กลับหลักฎีกาที่ 1539/2548 ที่วินิจิฉัยว่า การนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนเงินกู้ในภายหลังโดยจำเลยไม่ยินยอม สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยให้การรับว่าได้กู้และรับเงินกู้ไปเป็นเงิน 45,000 จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าว
---หากนำปัญหานี้ออกข้อสอบ น.ศ. ต้องตอบตามฎีกา 1149/52 ซึ่งวินิจฉัยว่า แม้ภายหลังโจทก์แก้ไขจำนวนเงินให้สัญญากู้ให้สูงขึ้นเป็น 120,000 บาท แต่ก็ไม่ทำให้หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่ทำไว้แต่เดิมและมีผลสมบูรณ์ต้องเสียไป จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เท่าที่กู้จริง
(ที่มา ถาม-ตอบ ท.สมชาย)
เพิ่มเติม หนังสือ ท่านธานี หน้า 91 ฎีกา 1539/48 โดนกลับแล้ว (ยังไม่ได้กลับนะครับ อยากเข้าใจไปอ่านเรื่องกู้ยืม ของแพ่ง) ^^

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

วิเคราะห์ วิอาญา 1-2 ท่านเรวัต

วิเคราะห์ วิอาญาท่านเรวัต
จะเห็นได้ว่าคำบรรยายท่านเรวัต ครั้งที่ 6-7
มีเรื่อง น่าสนใจดังนี้
1.เปรียบเทียบปรับ มาตรา 38 กับ 144 ออกเนติไปเมื่อสมัย 57 เป็นการเขียนแนวอธิบาย อาจออกอีกได้เพราะไม่ได้มีฎีกา ครั้งที่ 6 หน้า 149-153

2.คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา มาตรา 46 น่าสนใจมาก แต่เคยออกไปเมื่อสองปีก่อน มีฎีกาปี 50 น่าสนใจ ครั้งที่ 6 หน้า 159-160 กับฎีกาปี 51 เยอะมาก สังเกตได้จากในจูริส
***สามารถแต่งโจทย์รวมกับข้อหนึ่งได้นะครับ ออกเป็น ก) ข)

3.วิธีปฏิบัติในการจับ มาตรา 83, 84 เป็นไปตามตัวบท แต่เน้นที่ 83 วรรคสาม

4.การปล่อยชั่วคราว มาตรา 106 107 108 ครั้งที่ 7 น.218 - 219

5.สำนวนการสอบสวนที่รู้ตัวผู้กระทำผิดและจับตัวได้ มาตรา 142 ครั้งที่ 7 น.227
***ประเด็นข้อ 4 กับข้อ 5 อาจจะแต่งข้อสอบไปด้วยกันได้ ผมสามารถแต่งข้อสอบได้นะ - -'' คิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้

6.หลักเรื่องคดีเดียวกันจะต้องถูกดำเนินการครั้งเดียว ครั้งที่ 7 น.228-229
***ข้อแตกต่างในชั้นศาลกับชั้นอัยการ

7.ชันสูตรพลิกศพ เป็นไปตามตัวบท

สิ่งที่ผมสนใจและน่าจะออกคือข้อ 2 กับ ข้อ 6 ลองไปดูนะครับ

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

มาตรา 18 ตรวจคำคู่ความ

มาตรา 18
ประเด็นน่าสนใจ
- กรณีตามมาตรา 18 วรรคสอง เมื่อศาลเห็นว่าคู่ความที่ยื่นต่อศาลอ่านไม่ออก อ่านไม่เข้าใจ เขียนฟุ่มเฟือยเกินไปหรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่างๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระค่าธรรมไม่ถูกต้อง ศาลจะสั่งคืนคำคู่ความไปทำมาใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดเสียก่อน หากคู่ความไม่ปฏิบัติตาม ศาลจึงจะสั่งไม่รับคำคู่ความได้ ศาลจะสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความโดยไม่กำหนดเวลาให้คู่ความแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อน เป็นการผิดขั้นตอน ศาลจึงสั่งไม่รับฟ้องหรือไม่รับคำร้องทันทีไม่ได้ (คร.1500/46) แต่ถ้าเป็นเรื่องเงินค่าธรรมเนียมที่ผู้อุทธรณ์จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งและต้องนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 หากผู้อุทธรณ์ไม่นำมาวาง ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้เลย กรณีไม่ใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 18 ศาลไม่จำต้องกำหนดเวลาตามมาตรา 18 ให้ชำระก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความ (D968/52)
- คำคู่ความไม่มีลายมือชื่อ
คำคู่ความไม่มีลายมือชื่อของผู้ยื่น ศาลอาจสั่งให้ทำมาใหม่หรือสั่งให้แก้ไขข้อมูลบกพร่องดังกล่าวได้ตามมาตรา 18 วรรคสอง ถ้าปรากฏภายหลังศาลรับฟ้องแล้ว ศาลต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว จะถือเป็นเหตุให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องเสียทีเดียวไม่ได้ D5556/43 ถ้าล่วงเลยมาปรากฏในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ต้องยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องแล้วพิพากษาใหม่ D5622/48
5622/2548คำให้การจำเลยไม่มีลายมือชื่อจำเลยหรือทนายจำเลยผู้ยื่นคำให้การ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ทนายจำเลยลงลายมือชื่อในช่องหมายเหตุท้ายคำให้การจำเลยแผ่นแรก ไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในคำคู่ความตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่แก้ไขข้อบกพร่องของคำคู่ความดังกล่าวให้บริบูรณ์เสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ควรพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชี้ขาดตัดสินฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปโดยที่ยังมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเสียให้บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
- ทนายความลงลายมือชื่อในคำคู่ความโดยไม่มีอำนาจ ถือว่าเป็นกรณีที่ไม่มีลายมือชื่อของคู่ความ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องตามมาตรา 18 วรรคสอง เสียก่อนจะสั่งไม่รับฟ้องเสียทีเดียวไม่ได้ 871/50
กรณีทนายความยื่นอุทธรณ์โดยไม่มีอำนาจ ศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขอำนาจทนายความหรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 18 ก็ได้ การที่ผู้อุทธรณ์ยื่นใบแต่งทนายความที่ให้อำนาจทนายโจทก์ยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์สั่งให้รับอุทธรณ์ไว้ถือว่าเป็นศาลอุทธรณ์อนุญาตให้อุทธรณ์แล้ว 432/42
- เมื่อศาลตรวจคำคู่ความแล้วเห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามกฎหมาย ศาลอาจสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติม สั่งให้ชำระเงินค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วน สั่งให้คืนคำคู่ความไปให้ทำมาใหม่ หรือสั่งไม่รับคำคู่ความเลยทีเดียว แต่การสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 นี้ ต้องเป็นกรณีที่ศาลมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำคู่ความนั้น แต่ถ้าศาลวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำคู่ความแล้ว ศาลจะสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 ไม่ได้ ศาลต้องยกฟ้องตามมาตรา 172 เช่น ศาลตรวจค้ำฟ้องแล้วเห็นว่าคำฟ้องไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียได้โดยไม่จำเป็นต้องสั่งรับฟ้องโจทก์ก่อนและศาลจะสั่งไม่รับฟ้องไม่ได้ ทั้งกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีหรือประเด็นแห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา 151 D3267/48
- เมื่อเป็นการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว ศาลชอบที่จะยกฟ้อง จะสั่งไม่รับฟ้องไม่ได้ 5630/48

อัพเดท เดือนมีนาคม

จูริส วิแพ่ง เล่ม 1 ปี 53
หน้า 60 ฎีกาที่ 5542/2548 เป็นฎีกาที่ 5562/2548 (เลขฎีกาผิด)

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

เนติบัณฑิตยสภา ปี 52 เล่ม 4

คำพิพากษาฎีกาที่ 3121/2552
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

---การบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่เจ้าหนี้บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้เลื่อยตัดกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ในบ้านซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของ ป. ลูกหนี้และไม่รู้ด้วยว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานใช่ของ ป. หรือไม่ไปเพื่อตีชำระหนี้ จึงเอาเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 4681/2552
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566, 1598/39
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

---การที่บุคคลจะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งโดยการยื่นเป็นคำฟ้องหรือคำร้องขออย่างหนึ่งอย่างใด มิได้พิจารณาว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่มีทุนทรัพย์
---ตามคำร้องขอของผู้ร้องนอกจากมีคำขอให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แล้ว ยังขอให้มีคำสั่งถอนอำนาจปกครองของ ป. และแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองด้วย อันส่งผลกระทบต่อค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะหากศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ผู้ร้องก็ไม่จำต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่ ป. ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าอีกต่อไป ซึ่งศาลมีอำนาจแก้ไขได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และถือได้ว่าคำขอให้ถอนอำนาจปกครองและแต่งตั้งผู้ใช้อำนาจปกครองคนใหม่เป็นคำขอหลัก ส่วนคำขอให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นคำขอรอง นอกจากนี้แม้ตามข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าจะกำหนดให้ ป. เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่ถ้าภายหลังพึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง ศาลก็มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 (5) แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดวิธีการที่คดีจะมาสู่ศาล แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์จะให้คดีขึ้นสู่ศาลได้โดยทำเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทและทำเป็นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทได้ด้วย ผู้ร้องจึงชอบที่จะเสนอคดีขอให้ถอนอำนาจปกครองและแต่งตั้งผู้ใช้อำนาจปกครองคนใหม่โดยทำเป็นคำร้องขอ รวมทั้งชอบที่จะเสนอคดีขอให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกี่ยวเนื่องกันเข้ามาในคำร้องขอฉบับเดียวกันได้
---ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไขในเรื่องอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ ดังนั้น แม้บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าจะกระทำขึ้นโดยชอบด้วยความสมัครใจของคู่กรณี ถ้าต่อมาพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป ศาลก็มีอำนาจแก้ไขในเรื่องดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

เนติบัณฑิตยสภา ปี 52 เล่ม 3

คำพิพากษาฎีกาที่ 526/2552
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

---โจทก์มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดูแลการเงินของร้านทรงสมัยพิษณุโลก สาขาของโจทก์ เงินรายได้ของร้านที่จำเลยรับไว้โดยผู้จัดการสาขาดังกล่าวนำมาฝากเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อให้จำเลยนำส่งไปที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์จึงตกเป็นของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินรายได้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ไม่นำส่ง กลับเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก


คำพิพากษาฎีกาที่ 891/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 919/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 1257/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 1566/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 1608/2552

เนติบัณฑิตยสภา ปี 52 เล่ม 2

คำพิพากษาฎีกาที่ 53/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 84-85/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 481-482/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 944/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 950/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 960/2552

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

เนติบัณฑิตยสภา ปี 52 เล่ม 1

คำพิพากษาฎีกาที่ 220/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 261/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 413/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 607/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 671/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 796/2552
คำพิพากษาฎีกาที่ 1067/2552

สำนักวิชาการ ปี 51 เล่ม 7

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2897-2898/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3049/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5438/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5716/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5905/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6137/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6606/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2551
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สำนักวิชาการ ปี 51 เล่ม 8 (น่าสนใจ)

คำพิพากษาฎีกาที่ 3745/2551
การที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์เป็นผลต่อเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ไปจองซื้อรถยนต์ที่เช่ากับบริษัท อ. ข้อตกลงและหน้าที่ของบริษัทดังกล่าวที่จะต้องจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อจากบริษัทดังกล่าวมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ โจทก์จะอ้างว่าไม่ได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อตามสัญญาซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องมีหน้าที่ทำนองเดียวกับผู้ให้เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ที่จะต้องที่ให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อได้ตามสภาพของรถยนต์และโดยชอบด้วยกฎหมาย กับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อโดยตรงอีกด้วย

เมื่อบริษัท อ. ไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และบริษัท อ. เป็นสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้บริษัท อ. จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ หาใช่กรณีพ้นวิสัยดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการให้มีการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจนจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่วงเลยไปแล้วถึง 4 งวด โจทก์จึงเป็นฝายผิดสัญญาเช่าซื้อ แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 จนกระทั่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ และตามสัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีก็ตาม สัญญาเช่าซื้อก็หาได้เลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อไม่ เพราะโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา ทั้งโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ได้ การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันต่อมาจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ

เมื่อมีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่กัน จึงเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจใช้สิทธิเลิกสัญญาต่อกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายจึงชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่ตามเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์แล้วรวม 4 งวด ให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับเงินจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 มาตีราคาเป้นเงิน 630,000 บาท และชำระเป็นเงินสดอีก 110,000 บาท รวมทั้งค่าเงินจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่บริษัท อ. รับไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่จองซื้อ เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์นั้นมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อต่อ จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่เช่าซื้อและถือว่าโจทก์ได้รับไว้ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับโดยนำเอาเงินจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อและถือว่าโจทก์ได้รับไว้ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับโดยนำเอาเงินจองซื้อรถยนต์จำนวน 740,000 บาท มาออกใบเสร็จเป็นเงินดาวน์และภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเสร็จรับเงิน โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าจอง ค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่จองหรือที่เช่าวื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ในขณะเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ถือเป็นการได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 จะชดใช้คืนแก่โจทก์ย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4895/2551
การหักกลบลบหนี้นั้น ป.พ.พ. มาตรา 341 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ต้องเป็นเรื่องที่บุคคลสองคนต่างมีความผูกพันต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน และต้องมีมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือ มีวัตถุแห่งหนี้เหมือนกัน เช่น เงินต่อเงินหรือสิ่งของต่อสิ่งของ และหนี้ทั้งสองฝ่ายต้องถึงกำหนดชำระแล้ว จึงจะนำมาขอหักกลบลบหนี้กันได้ จำเลยเป็นหนี้ค่าจ้างค้างชำระแก่โจทก์ซึ่งเป็นหนี้เงิน แม้จำเลยจะโต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์แต่ฝ่ายเดียว เพราะโจทก์มีหนี้ที่ต้องส่งคืนวงล้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ยังไม่ได้ทำการชุบสีให้แก่จำเลยก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวหามีมูลหนี้อันเป็นวัตถุอยางเดียวกันไม่ ทั้งไม่ปรากฏว่าหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว แต่อย่างไร กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์เรื่องหักกลบลบหนี้ เพียงแต่เป็นเรื่องที่จำเลยขอชำระหนี้ด้วยสิ่งของอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 321 ซึ่งจำเลยจะทำได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยินยอมตกลงด้วยเท่านั้น แต่ได้ความว่าก่อนฟ้องและหลังฟ้องโจทก์กับจำเลยได้เจรจาตกลงกันแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ยังอยู่ที่โจทก์ไว้เพื่อให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบว่า โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยนำวงล้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ยึดหน่วงไว้ตีราคาชำระหนี้แก่โจทก์ได้อีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยลักษณะหักกลบลบหนี้จึงให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยนำฟ้องแย้งไปฟ้องเป็นคดีใหม่


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6823/2551 เป็นฎีกาแพ่งแต่ผมเห็นว่ามีประเด็นเรื่องการนำสืบถึงการชำระหนี้เงินกู้
จำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ว่า จำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคาร ก. ให้โจทก์ไปถอนเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือนและโจทก์ยอมรับว่าได้รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไว้ถอนเงินจากบัญชีของจำเลย จึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ทีได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลให้ศาลเห็นถึงวิธีการชำระหนี้ว่าได้ปฏิบัติต่อกันเช่นใด ไม่อยู่ในบทบังคับเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง
ข้อสังเกต
หนี้กู้ยืมเงินที่มีหลักฐานการกู้เป็นหนังสือ กฎหมายบังคับว่าจะนำสืบถึงการชำระหนี้เงินกู้ ได้ต่อเมื่อมีหลักฐานการชำระหนี้ เป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้ให้กู้มาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้วหรือแทงเพิกถอนลงในเอกสารการกู้นั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง ถ้าจะนำสืบพยานบุคคลว่าได้ชำระหนี้เงินกู้แล้วเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 94 (ก) เพราะเท่ากับเป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร แต่คำพิพากษาฎีกานี้เป็นการมอบบัตรเอทีเอ็มให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปถอนเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือนและโจทก์ยอมรับว่าได้รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไว้ถอนเงินจากบัญชีของจำเลย กรณีจึงถือว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้เงินกู้ จึงไม่ต้องห้ามนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร (ปัณณวิช เขียน)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2551 ท่อง kw เกี่ยวกับมาตรา 1469
..ป.พ.พ. มาตรา 1469 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมและเป็นการป้องกันมิให้ครอบครัวต้องร้าวฉานแตกแยกกัน ดังนั้น การที่ บ. และ พ. ได้ทำสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันระหว่างเป็นสามีภริยากันว่า ห้ามไม่ให้บอกล้างหรือยกเลิกสัญญามีกำหนดระยะเวลา 20 ปี จึงถือได้ว่าข้อตกลงจะไม่บอกล้างหรือบอกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างสมรส มีวัตถุประสงค์ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
(หมายเหตุ คำพิพากษาฎีกานี่ผู้จัดทำได้ทำการย่อใหม่ โปรดอ่านหน้า 212 เล่ม 8 ประกอบ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2279/2551 อ่านหมายเหตุ แต่ไม่ต้องอ่านไปถึงกฎหมายอาญาเยอรมัน
การที่จำเลยเอาเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่อง ของกลางของผู้เสียหายไปจากบ้านของผู้เสียหายเพราะ ส. ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลย โดยจำเลยไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินอย่างอื่นเสียหาย คงยกเอาทรัพย์ของกลางไปเท่านั้นโดยจำเลยบอกว่าถ้าอยากได้คืนให้ ส. เอาเงินไปไถ่ ซึ่งวันรุ่งขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของจำเลย ก็พบจำเลยและทรัพย์ของกลางดังกล่าว เชื่อว่าจำเลยเอาทรัพย์ของกลางไปเพื่อให้ ส. หรือผู้เสียหายไปติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อกัน การกระทำของจำเลยจึงมิได้เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ (มีคำพิพากษาฎีกา 2549/32 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์)

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

คำถาม ทรัพย์ (แต่งเอง)

คำถาม
ดาวเป็นเจ้าของที่ดิน 2 ไร่ โดยดาวได้ปลูกบ้านลงบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งที่ดินของดาวมีที่ดินของหนึ่ง สอง สาม สี่ ล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่สาธารณะ แต่ดาวได้อาศัยที่ดินของหนึ่งเดินออกสู่ทางสาธารณะ โดยหนึ่งยินยอม ต่อมาดาวได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลง แปลงละ 1 ไร่ โดยบ้านส่วนใหญ่อยู่บนที่ดินแปลงที่หนึ่ง บ้านส่วนน้อยอยู่ที่ดินแปลงที่สอง เป็นเนื้อที่ 10 ตารางวา ต่อมาดาวได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงที่ 2 ให้ต้น โดยต้นก็ทราบว่าที่ดินแปลงที่ 2 นั้นไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ต้นเห็นว่าสามารถเดินผ่านที่ดินของสองออกสู่ทางสาธารณะได้ซึ่งสะดวกและเสียน้อยกว่าที่ดินแปลงอื่น เมื่อต้นเดินผ่านไปได้ 1 ปี สองได้เอารั้วมากั้นไม่ให้ต้นเดินผ่าน และเห็นว่าบ้านของดาวได้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของตน

1.ต้นฟ้องขอให้บังคับสองเปิดทาง สองให้การต่อสู้ว่าต้นต้องผ่านที่ดินของดาวที่แบ่งขายให้ต้นเท่านั้น เพราะเป็นกรณีที่ต้นได้ที่ดินมาจากการแบ่งแยกของสองตามมาตรา 1350 ดังนั้น ต้นไม่มีสิทธิเดินผ่านที่ดินของสอง ถามว่าต้นจะฟ้องขอให้สองเปิดทางได้หรือไม่ ข้อต่อสู้ของสองฟังขึ้นหรือไม่
2.ต้นฟ้องขอให้ดาวรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของต้นได้หรือไม่

อยู่ในระหว่างการจัดทำเฉลย

คำพิพากษาฎีกา
D3408/51
ป.พ.พ. มาตรา 1349, 1350
บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 จะนำมาใช้บังคับได้ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว ครั้นเมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน แต่คดีนี้เดิมที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดนผ่านที่ดินของผู้อื่นได้ เพราะเขายินยอม มิใช่เป็นสิทธิตามกฎหมายต้องถือว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ กรณีของโจทก์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1350 แต่เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์สามารถผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ตามมาตรา 1349

ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ได้หลายทาง คือ ทางแรกโจทก์สามารถผ่านที่ดินของ ส. ผู้ซึ่งขายที่ดินให้แก่โจทก์แล้วไปออกทางที่ดินของ ด. โดย ส. และ ด. มิได้หวงห้าม ทางที่สองโจทก์สามารถออกทางที่ดินของ ป. และทางที่สามคือ ทางพิพาทนั้น โจทก์เพิ่งมาใช้ในภายหลัง ดังนั้น เมื่อโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางโดยผ่านทางที่ดินของ ส. ด. และ ป. ซึ่งบุคคลดังกล่าวมิได้หวงห้ามโจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์จะขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ 1 เดือดร้อนและเสียหาย และถ้าหากให้จำเลยที่ 1 เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก อันจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมากและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต


D5103/47ป.พ.พ. มาตรา 1349
การขอทางผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง มุ่งพิจารณาถึงสภาพของที่ดินนั้นจะต้องถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นสำคัญ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะได้ โดยมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมจะต้องได้ที่ดินมาโดยสุจริต กล่าวคือ ต้องไม่รู้ว่าที่ดินที่ตนได้มาถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะมาก่อน หากรู้มาก่อนถือว่าไม่สุจริตไม่มีสิทธิผ่านที่ดินแปลงที่ล้อมออกสู่ทางสาธารณะได้แต่อย่างใด ดังนั้นแม้โจทก์จะซื้อที่ดินมาโดยรู้อยู่แล้วว่ามีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ออกสู่ทางสาธารณะหมดไป เพราะสิทธิของโจทก์ดังกล่าวเป็นสิทธิที่กฎหมายบัญญัติให้ไว้ ซึ่งหากจำเลยได้รับความเสียหายจากการเปิดทางจำเป็นดังกล่าว จำเลยก็มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนเป็นค่าเสียหายได้ ตามมาตรา 1349 วรรคสี่

มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่าเจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจะต้องขอผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ ซึ่งอยู่ใกล้ทางสาธารณะมากที่สุดเท่านั้น เจ้าของที่ดินซึ่งถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจะขอผ่านที่ดินที่ล้อมแปลงใดก็ได้ เพียงแต่การที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมนั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็น กับต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ตามมาตรา 1349 วรรคสาม เมื่อปรากฏว่าที่ดินของจำเลยที่ล้อมที่ดินของโจทก์อยู่มีสภาพเป็นทางซึ่งใช้ออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว จึงเป็นทางจำเป็นที่สะดวกที่สุดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยน้อยที่สุด

แม้ทางจำเลยที่โจทก์ขอผ่านจะเป็นถนนซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรได้จัดให้มีขึ้น และตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร แม้มีกฎหมายซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้วทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินตามนัยแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 18, 30 วรรคแรก และ 32 ก็ตาม แต่เมื่อถนนดังกล่าวตกอยู่ภายใต้สิทธิเรียกร้องที่โจทก์จะขอเปิดทางจำเป็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นเรื่องที่ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินที่ตกเป็นสาธารณูปโภค จึงหาขัดต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 18 ไม่

D381/51ป.พ.พ. มาตรา 4, 1312
การที่จำเลยปลูกบ้านในที่ดินซึ่งเดิมเป็นของจำเลยแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินนั้น ทำให้บางส่วนของบ้านจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อมามีการโอนขายให้แก่โจทก์ เป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายปรับแก่คดีได้โดยตรงจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะปรับกับข้อเท็จจริงนี้ได้คือ ป.พ.พ. มาตรา 1312 เมื่อกรณีถือได้ว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต จำเลยจึงเป็นเจ้าของบ้านส่วนที่รุกล้ำตามมาตรา 1312 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอน คงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำ

คำถาม-คำตอบ จำนอง (แต่งเอง) ^^

คำถาม
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 แดงได้กู้ยืมเงินดำ 1 ล้านบาท โดยนำบ้านและที่ดินของตนมาจำนองประกันหนี้จำนวนเงินดังกล่าว โดยก่อนกู้ยืมเงินนั้นในที่ดินดังกล่าวแดงได้ทำสวนมะม่วงและให้ต้นญาติของตนมีสิทธิเก็บมะม่วง ต่อมาอีก 3 เดือน ดำได้ส่งจดหมายไปบอกให้แดงชำระหนี้ภายใน 1 เดือน ในระหว่าง 1 เดือนนั้น แดงจึงได้เอาบ้านไปให้ดาวเช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยดาวก็ทราบว่าแดงได้จำนองบ้านไว้กับดำแล้ว พอครบกำหนด 1 เดือน ดำจึงได้ฟ้องบังคับจำนองพร้อมกับฟ้องขอให้ลบสิทธิการเช่าบ้านของดาวและสิทธิเก็บกินของต้น แดงต่อสู้ว่าดำไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือ การบอกกล่าวไม่ชอบ ดำไม่มีอำนาจฟ้อง
ถามว่า
1. ดำมีสิทธิบังคับจำนองพร้อมกับฟ้องขอให้ลบสิทธิการเช่าบ้านของดาวและสิทธิเก็บกินของต้นได้หรือไม่
2. ข้อต่อสู้ของแดงฟังขึ้นหรือไม่

เฉลย
การที่แดงได้นำบ้านและที่ดินของตนมาจำนองเป็นประกันหนี้จำนวนเงิน 1 ล้านบาท สัญญาจำนองของแดงบังคับได้ เพราะทรัพย์สินที่แดงนำมาจำนองเป็นทรัพย์สินของตนเองตามมาตรา 705 และเป็นการจำนองประกันจำนวนหนี้กู้ยืมที่มีกำหนดจำนวนแน่นอนตามมาตรา 708 การนำบ้านและที่ดินของแดงมาประกันหนี้ถือว่าเป็นการจำนองตามมาตรา 702

ดำไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ลบสิทธิการเช่าของดาว เพราะการเช่าไม่ใช่ทรัพยสิทธิหรือภาระจำยอมที่ดำผู้รับจำนองจะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิในการบังคับจำนองและขอลบสิทธิการเช่าออกจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามมาตรา 722 (D377/78)และดำก็ไม่มีสิทธิขอให้ลบสิทธิเก็บกินของต้นได้ เพราะถึงแม้ว่าสิทธิเก็บกินจะเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งที่ดำผู้รับจำนองสามารถขอเพิกถอนสิทธิเก็บกินได้ก็ตาม แต่จะต้องเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังการจำนองเท่านั้น แต่สิทธิของต้นเกิดก่อนการนำที่ดินมาจำนอง ดังนั้น ดำจึงไม่มีสิทธิขอให้ลบสิทธิเก็บกินนี้ได้ตามมาตรา 722

การฟ้องขอให้บังคับจำนองของดำนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ใช่แบบเพื่อความสมบูรณ์ของนิติกรรม ดังนั้น แม้ดำได้มีจดหมายบอกกล่าวไปยังแดงว่าให้ชำระหนี้ภายในระยะเวลาอันสมควรก็ถือว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบตามมาตรา 728 แล้ว (เทียบเคียง D3081/45)

D377/2478 การเช่าไม่ใช่ทรัพยสิทธิหรือภาระจำยอม ผู้รับจำนองจะอ้างว่าเป็นการทำให้เสื่อมเสียสิทธิในการบังคับจำนองและขอลบสิทธิการเช่าออกจากทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 722 ไม่ได้

D3081/45 โจทก์ได้มอบอำนาจด้วยวาจาให้นายสรรค์ทนายความเป็นผู้บอกกล่าวบังคับจำนองและต่อมาโจทก์ก็ได้แต่งตั้งให้นายสรรค์เป็นทนายความฟ้องร้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้น ปพ.พ. มาตรา 728 ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำตามแบบอย่างใดบ้าง ผู้รับจำนองเพียงแต่มีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันควรก็ถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับ
จำนองที่ชอบด้วยบทมาตราดังกล่าวแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่ใช่แบบเพื่อความสมบูรณ์ของนิติกรรม ดังนั้น แม้โจทก์จะมอบอำนาจให้นายสรรค์เป็นตัวแทนบอกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ก็ไม่เป็นโมฆะ นอกจากนี้ เมื่อโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองที่นายสรรค์ได้กระทำการไปในนามของโจทก์โดยการฟ้องคดี ย่อมถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นแล้วตาม ป.พ.พ.มาตรา 823 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่ลูกหนี้โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน (นอกจากนี้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 3689/2545, 2239/2547 และ1657/2550 วินิจฉัยไว้ทำนองเดียวกัน)

(**ได้แนวคิดมาจากชีทท่านนวรัตน์ จำนอง จำนำ ชีทบรรยายเนติทบทวนวันอาทิตย์ http://www.thaibar.thaigov.net/sheet/navarat/3-52.pdf)

ประเด็นที่น่าสนใจ

1. ประเด็นเรื่องการได้มาโดยพินัยกรรม (มาตรา 1299)

การได้อสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

ถ้าเป็นการได้มาโดยทางพินัยกรรม ต้องแยกพิจารณาโดยถือตามแนวฎีกาดังนี้

1) พินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้เป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม อยู่ในบังคับมาตรา 1299 วรรคสอง (D1812/06)

D1812/06 ตามทางพิจารณาได้ความว่าที่พิพาทและที่ภายในเส้นสีดำตามแผนที่วิวาทเดิมเป็นที่ของนางเวียง แล้วตกได้แก่นางเพิ่มและนายคงบุตรสาวและบุตรเขย ต่อมานางเพิ่มตาย นายคงได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินรายนี้ให้โจทก์ นายคงตายที่ดินจึงตกได้แก่โจทก์ตามพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ เพราะที่ดินเป็นของโจทก์แล้วตามพินัยกรรมโจทก์หาจำต้องทำการรับมรดกและเข้าครอบครองที่พิพาทแล้วจึงจะมีอำนาจฟ้อง

2) พินัยกรรมให้สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางนิติกรรมอยู่ในบังคับ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง (D1840/14(ป))

D1840/14(ป) การที่จำเลยร่วมได้มาซึ่งสิทธิอาศัยอันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยพินัยกรรม เป็นการได้สิทธิมาโดยนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคต้น จำเลยร่วมมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิอาศัยกับพนักงานเจ้าหน้าที่สิทธิอาศัยของจำเลยร่วมจึงไม่บริบูรณ์ การที่จำเลยเข้าอยู่ในเรือนพิพาทเพราะจำเลยร่วมให้อยู่แทนโดยโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมผู้หนึ่งมิได้ยินยอม เป็นการเข้าอยู่โดยไม่มีสิทธิ เป็นการละเมิดต่อโจทก์

2. ประเด็นเรื่องโรงเรือนรุกล้ำ มาตรา 1312

หลัก
วรรคหนึ่ง บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต บุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้นแต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้น และจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม ต่อภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้

1. ต้องพิจารณาว่าสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นโรงเรือนตามความหมาย มาตรา 1312 หรือไม่
การสร้างโรงเรือนตามมาตรา 1312 หมายถึงการสร้างบ้านสำหรับอยู่อาศัย ดังนั้น จึงไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่น เช่น
- เสากำแพง (2036/36)
- ถังส้วม (2316/22)
- ฮวงซุ้ยหรือหลุมฝังศพ
- โรงรถ ท่อประปา ปั้มน้ำ แท็งค์น้ำ (951-952/42)

2.ต้องพิจารณาว่าเป็นการรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นนั้น ส่วนที่รุกล้ำจะต้องเป็นส่วนน้อย ส่วนที่อยู่ในที่ดินที่ตนปลูกสร้างต้องเป็นส่วนใหญ่ (3680/28)


3.ต้องพิจารณาว่าขณะก่อสร้างโรงเรือนผู้สร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่น
- ถ้ารู้ว่าเป็นที่ดินของบุคคลอื่น ถือว่าเป็นการก่อสร้างโดยไม่สุจริต
- ถ้าไม่รู้ว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนจึงสร้างโรงเรือนไป ภายหลังรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต

ผล ของการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต
1. บุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้นแต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้นและจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม
2. ภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้

วรรคสอง ถ้าบุคคลผู้สร้างโรงเรือนนั้นกระทำการโดยไม่สุจริต ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ได้

สิทธิของเจ้าของที่ดินในกรณีที่บุคคลผู้สร้างโรงเรือนนั้นกระทำการไม่สุจริต
1. สิทธิที่จเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป
2. สิทธิที่จะให้ผู้สร้างโรงเรือนทำที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ข้อสังเกต
มาตรา 1312 ยังนำไปใช้กับบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งในกรณีที่มีการปลูกบ้านลงบนที่ดินแล้วมีการแบ่งแยกที่ดิน ทำให้บ้านบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนแบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าว (381/51)

คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการนำมาตรา 1312 ไปใช้กับบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง มาตรา 4

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 796/2552
ป.พ.พ. มาตรา 4, 1312, 1330, 1335, 1336

จำเลยปลูกสร้างบ้านคร่อมลงบนที่ดินพิพาทและบนที่ดินของจำเลยอีกแปลงหนึ่งที่อยู่ติดกันโดยจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ กรณีจึงมิใช่เป็นการปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 ต่อมาเมื่อที่ดินพิพาทถูกบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาด ไม่ว่าโจทก์จะรู้หรือไม่รู้ว่ามีบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทก็เป็นของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงถือว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต สิทธิของโจทก์ที่ได้ที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดย่อมไม่เสียไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และหลังจากโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดแล้ว ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย โดยยอมให้จำเลยเป็นเจ้าของบ้านบนที่ดินของโจทก์ต่อไป และโจทก์ในฐานะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมมีแดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินและมีสิทธิใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผลกับมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1335, 1336 เมื่อโจทก์ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ประสงค์จะให้จำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโจทก์อีกต่อไปและได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ได้หาใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตอย่างใด และกรณีมิใช่ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกขึ้นปรับแก่คดีอันจะต้องอาศัยบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2551
ป.พ.พ. มาตรา 4, 1312

การที่จำเลยปลูกบ้านในที่ดินซึ่งเดิมเป็นของจำเลยแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินนั้น ทำให้บางส่วนของบ้านจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อมามีการโอนขายให้แก่โจทก์ เป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายปรับแก่คดีได้โดยตรงจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะปรับกับข้อเท็จจริงนี้ได้คือ ป.พ.พ. มาตรา 1312 เมื่อกรณีถือได้ว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต จำเลยจึงเป็นเจ้าของบ้านส่วนที่รุกล้ำตามมาตรา 1312 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอน คงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำ แต่การพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์ได้หรือไม่นั้นจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่จะต้องด้วยกรณียกเว้น 6 ประการในบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับในเรื่องนี้และกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 142 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ การที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับแก่จำเลยในเรื่องนี้ ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะอ้างเอาความผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวให้ศาลพิพากษาคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหาได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685 - 3686/2546
ป.พ.พ. มาตรา 4, 1310, 1312

บริษัท ด. เจ้าของที่ดินได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 11 คูหาขายโดยด้านหลังอาคารมีกำแพงรั้วคอนกรีตสูงประมาณ 2 เมตร กั้นยาวตลอดทั้ง 11 คูหาจำเลยที่ 4 ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี 2525 ส่วนจำเลยที่ 5 ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี 2536จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ต่อเติมรั้วคอนกรีตเดิมซึ่งอยู่นอกโฉนดที่ดินที่ซื้อมาให้สูงขึ้นและมุงหลังคาเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินมาเมื่อปี 2537 ซึ่งมีเนื้อที่ครอบคลุมรั้วคอนกรีตทั้งหมด ในกรณีรั้วคอนกรีตที่ได้มีการก่อสร้างไว้แล้วเดิมไม่มีบทกฎหมายมาตราใดที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ในการวินิจฉัยคดีจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือมาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1314 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้าง โจทก์จึงเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตเดิม ส่วนรั้วคอนกรีตที่ต่อเติมให้สูงขึ้นและสิ่งปลูกสร้างด้านหลังอาคารพาณิชย์ ที่ต่อเติมขึ้นภายหลังไม่ใช่การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น หรือสร้างโรงเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอื่นในที่ดินของผู้อื่น แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะกระทำไปโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิใช้ที่ดินของโจทก์ได้ กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 1312 และมาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1314 จึงต้องรื้อออกไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2743/2541
ป.พ.พ. มาตรา 4, 420, 438, 1310, 1312, 1314, 1336

จำเลยที่ 1 ทำการปรับปรุง ถนนบนที่ดิน ที่ ส. อุทิศเป็นสาธารณประโยชน์โดยก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และการก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตลอดแนวเขตเป็นเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา และจำเลยที่ 3 ได้ปักเสาพาดสายไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินของโจทก์ตามแนวขอบถนนจำนวน 4 ต้น โดยมี ส.เจ้าของที่ดินชี้แนวเขตในการสร้างถนน และโจทก์รู้เห็นการก่อสร้างทั้งโจทก์และ ส. ก็ยังเข้าใจว่าไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมิได้กระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อ ไม่เป็นการละเมิด แต่เป็นการก่อสร้างรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้รื้อถอนถนนและเสาไฟฟ้ากับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ที่ 1 และที่ 3 ได้ โจทก์ตั้งหัวเรื่องในคำฟ้องว่า ละเมิด เรียกค่าเสียหายแต่ใจความในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องว่า หากการรื้อถอนถนนและเสาไฟฟ้าไม่อาจกระทำได้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้จำเลยร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์คำฟ้องของโจทก์จึงมีความหมายรวมทั้งการปลูกสร้างรุกล้ำอันเป็นการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ด้วยศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าที่ดินแก่โจทก์ได้ สิ่งที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ปลูกสร้างในที่ดินของโจทก์มิใช่โรงเรือน แต่เป็นถนนและเสาไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันแม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยสุจริต กรณีก็ไม่อาจนำมาตรา 1312 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้ เมื่อเป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติไว้โดยตรง จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งคือ ป.พ.พ. มาตรา 1314 ซึ่งกำหนดให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 1310 บังคับตลอดถึงการก่อสร้างใด ๆ ซึ่งติดที่ดินด้วย และเมื่อสิ่งปลุกสร้างคดีนี้ เป็นสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันซึ่งโจทก์ไม่อาจเป็นเจ้าของได้ โจทก์จึงคงมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินนั้นตามราคาตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ย่อมไม่มีกำหนดอายุความ เว้นแต่ผู้ที่ยึดถือจะได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

คำพิพากษาฎีกาอาญาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกาที่ 413/2552

จำเลยยังมิได้พาเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหายออกไปพ้นนอกห้างสรรพสินค้าของผู้เสียหาย แต่ก็ได้เคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์นั้นไว้ทั้งยังผ่านจุดที่ลูกค้าจะต้องชำระสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินไปแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยพาทรัพย์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปแล้วโดยมีเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ

หมายเหตุ (โดยท่านไพโรจน์ วายุภาพ) การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไปเป็นความผิดสำเร็จเมื่อทรัพย์เคลื่อนที่ การที่จำเลยเคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไป จึงเป็นความผิดสำเร็จ การผ่านจุดชำระเงินโดยไม่ชำระเงิน เป็นเรื่ององค์ประกอบภายในที่แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตหรือไม่เท่านั้น เนื่องจากการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าต้องนำสินค้ามาชำระเงินแก่พนักงานเก็บเงินเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่ผ่านจุดชำระเงิน จำเลยยังชำระเงินได้ การพิสูจน์ถึงเจตนาทุจริตก่อนนั้นจึงทำได้ยาก ดังนั้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตและเคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าก็เป็นความผิดสำเร็จ แม้เปลี่ยนใจยอมชำระเงินตอนผ่านจุดชำระเงินก็ไม่เป็นการพยายามกระทำความผิด หรือไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 5980-5981/2539
**เป็นคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ ผมเห็นว่าควรจะอ่านทั้งย่อสั้นและย่อยาวเพื่อความเข้าใจ

ป.อ. มาตรา 335

ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)

การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งน้ำยางพาราจากบริษัท อ. ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างไปรับน้ำยางพาราจากบริษัท อ. เพื่อนำไปส่งอีกที่หนึ่งถือว่าบริษัท อ.ได้มอบการครอบครองน้ำยางพาราให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. แล้วจำเลยที่ 1 หาได้รับมอบการครอบครองน้ำยางพารานั้นด้วยไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เอาน้ำยางพาราไปในระหว่างการขนส่งห้างหุ้นส่วนจำกัด น. เป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาน้ำยางพาราจึงมีอำนาจร้องทุกข์ ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหายแม้ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืนก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างด้วย เพราะความเป็นลูกจ้างเป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 335 (1) (7) วรรคสาม ,83 เท่านั้น
________________________________

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชล และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันลักทรัพย์น้ำยางพาราจำนวน 4,000 กิโลกรัม ราคา 60,000 บาท ซึ่งเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,335, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1), (7), (11) วรรคสาม, 83 จำคุก คนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และนายนริศ วิเศษ เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลผู้เสียหายซึ่งประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าประเภทของเหลว โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ในตำแหน่งคนขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0368 สุราษฎร์ธานี มีรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0369 สุราษฎร์ธานี พ่วงท้าย ส่วนนายนริศเป็นคนขับรถที่สองและเป็นผู้ช่วยของจำเลยที่ 1 ประจำรถ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 กับคนขับรถคันอื่น ๆ รวม 4 คันของผู้เสียหายได้รับคำสั่งให้ไปบรรทุกน้ำยางพาราจากบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต ต่อมาเช้าวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ของท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ตได้โทรศัพท์แจ้งมายังผู้เสียหายว่า รถยนต์บรรทุกน้ำยางพารามาถึงแล้ว 3 คัน ยังขาดอีก 1 คัน คือคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ในวันเดียวกันนายกุศล หัถถการ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการของผู้เสียหายไปตรวจสถานที่ที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์บรรทุกไปจอดพบน้ำยางพาราถูกถ่ายใส่ถังน้ำขนาด 200 ลิตร จำนวน 20 ใบ จึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพนม แล้วนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาพันตำรวจตรีบัญชาอินทะวงศ์ จับจำเลยที่ 2 ได้

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของนายนริศ วิเศษ พยานโจทก์ว่าพยานเป็นคนขับรถที่สองของผู้เสียหาย ในวันเกิดเหตุพยานได้ไปกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปบรรทุกน้ำยางพาราที่บริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด โดยมีรถพ่วงไปด้วยเพื่อที่จะนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต ระหว่างทางเมื่อมาถึงเขตอำเภอพนม เป็นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 จอดรถไว้ข้างทางแล้วลงไปคุยกับชายอีกหลายคนประมาณ 1 ชั่วโมงจากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถต่อไปโดยมีชายคนหนึ่งขับรถยนต์กระบะนำหน้าขับไปได้ประมาณ 2 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ปลดรถพ่วงไว้ข้างทางแล้วขับรถยนต์บรรทุกที่ใช้ลากจูงเข้าไปในสวนยางพาราประมาณ 2 กิโลเมตรพบแท็งก์น้ำข้างทาง 1 ใบ และถังน้ำขนาด 200 ลิตร อีก 12 ใบจำเลยที่ 1 ได้สูบน้ำยางพาราจากรถยนต์บรรทุกเข้าแท็งก์น้ำและถังน้ำแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร และสูบน้ำจากบ้านหลังหนึ่งเข้าถังน้ำยางพาราจนเต็มเท่าเดิมจากนั้นจำเลยที่ 1ขับรถกลับมาต่อรถพ่วงแล้วขับต่อไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับโดยนายกุศลเป็นผู้นำจับ ส่วนชายคนที่ขับรถยนต์กระบะนำหน้ารถของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 2 พยานเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ตอนที่จำเลยที่ 2 คุยกับจำเลยที่ 2 ข้างทางจนถึงตอนขนถ่ายนำยางพาราโดยอาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าหน้าบ้านในบริเวณนั้น พยานจึงเล่าเรื่องให้นายกุศลฟัง เห็นว่า นายนริศอยู่ในรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับตลอดเวลาตั้งแต่ตอนที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปบรรทุกน้ำยางพาราที่บริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ จำกัดจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ถูกจับ นายนริศย่อมมีโอกาสเห็นเหตุการณ์ได้อย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานย่อมสามารถจดจำจำเลยทั้งสองได้แน่นอนนายนริศรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันส่วนจำเลยที่ 2 นั้นนายนริศไม่เคยรู้จัก จึงไม่น่าเชื่อว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ที่นายนริศยืนยันว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ร่วมกันขนถ่ายเอาน้ำยางพาราของผู้เสียหายไปแล้วสูบน้ำใส่แทนนั้นน่าเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเบิกความของนายนริศนี้โจทก์มีนายกุศลและพนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนเชื่อมโยงและมีความสอดคล้องต้องกันกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.21 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้นำชี้จุดที่จำเลยที่ 1 นำรถไปถ่ายน้ำยางพารา จุดที่จำเลยที่ 1 นำรถไปเติมน้ำและจุดที่รถติดหล่มหลังจากเติมน้ำเข้าถังบรรจุน้ำยางพาราแล้ว ดังปรากฏตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.22 ด้วยเช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลักน้ำยางพาราของผู้เสียหายไปจริง สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น นอกจากโจทก์จะมีนายนริศเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ร่วมกันขนถ่ายเอาน้ำยางพาราของผู้เสียหายไปแล้วสูบเอาน้ำใส่แทนดังที่ศาลฎีกาได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้น ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีบัญชา อินทะวงศ์ พยานโจทก์อีกว่าพยานเป็นผู้จับจำเลยที่ 2 โดยจับตามหมายจับเอกสารหมาย จ.15 ขณะจับพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.16 พันตำรวจตรีบัญชาไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมโดยสมัครใจอันเป็นคำรับที่ทำให้ตนเสียประโยชน์ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้เมื่อพิจารณาประกอบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.22 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดของจำเลยที่ 1ด้วยและจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เองก็รับว่าได้ร่วมไปกับจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกเข้าไปในสวนยางพาราแล้วจำเลยที่ 1 ได้ถ่ายน้ำยางพาราออกจากรถลงใส่ถังเช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยที่ 2ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ตามฟ้องจริง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ปัญหาต่อไปมีว่าสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าศาลล่างทั้งสองได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเหมาะสมแก่รูปคดีแล้วและเมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า น้ำยางพาราเป็นของบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลจึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลเป็นผู้รับขนส่งน้ำยางพาราจากบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด เพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลให้จำเลยที่ 1 ไปรับน้ำยางพาราจากบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์จำกัด ถือว่าบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด ได้มอบการครอบครองน้ำยางพาราดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลแล้วจำเลยที่ 1 หาได้รับมอบการครอบครองน้ำยางพารานั้นด้วยไม่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เอาน้ำยางพาราไปในระหว่างการขนส่งห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลย่อมเป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาน้ำยางพาราจึงมีอำนาจร้องทุกข์ ฎีกาทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืนจำเลยที่ 2 ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)วรรคสาม, 83 เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) ทั้งนี้เพราะความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จึงมิได้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(11) วรรคสาม, 83 นั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสาม, 83 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ผมจึงได้ลองแต่งเป็นคำถามพร้อมคำตอบดังนี้

คำถาม แดงเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ซึ่งประกอบกิจการรับขนส่งน้ำยางพารา โดยแดงทำหน้าที่ในตำแหน่งคนขับรถยนต์บรรทุก เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2552 แดงได้รับคำสั่งให้ไปบรรทุกน้ำยางพาราจากบริษัท อ. เพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึก โดยจะมีเขียวลูกจ้างของบริษัท อ. ขับรถกระบะนำไป ในเวลากลางคืนขณะที่แดงขับรถยนต์บรรทุกน้ำยางพาราไปส่งที่ท่าเรือ แดงได้ขับรถยนต์บรรทุกเข้าไปในที่ดินของม่วง แล้วแดงและเขียวได้ร่วมกันสูบน้ำยางพาราจากรถยนต์บรรทุกเข้าแท็งก์น้ำและถังน้ำ และสูบน้ำจากบ้านของม่วงเข้าถังน้ำยางพาราจนเต็มเท่าเดิม และนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึก

แดงและเขียวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด


คำตอบ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. เป็นผู้รับขนส่งน้ำยางพาราจากบริษัท อ. เพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึก การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ให้แดงไปรับน้ำยางพาราจากบริษัท อ. ถือว่าบริษัท อ. ได้มอบการครอบครองน้ำยางพาราดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. แล้ว แดงหาได้รับมอบการครอบครองน้ำยางพารานั้นด้วยไม่ การที่แดงร่วมกับเขียวเอาน้ำยางพาราไปในระหว่างการขนส่ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ย่อมเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาน้ำยางพารา

ความรับผิดของแดงต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. การที่แดงลักน้ำยางพาราซึ่งเป็นทรัพย์ที่อยู่ในการครอบครองของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ไป จึงเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของของผู้อื่น แดงจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และการลักทรัพย์ของแดงนั้นได้กระทำในเวลากลางคืน โดยร่วมกับเขียว ทรัพย์นั้นก็เป็นของนายจ้าง แดงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามมาตรา 335 (1) (7) (11) เมื่อการกระทำของแดงเป็นความผิดตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป แดงจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสอง

ความรับผิดของเขียวต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. เขียวมิได้เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. การที่เขียวร่วมกับแดงลักทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ในเวลากลางคืนเขียวย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1 ) (7)วรรคสอง, 83 เท่านั้น แม้แดงจะเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ก็ตาม เขียวก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ทั้งนี้เพราะความเป็นลูกจ้างของแดงเป็นเหตุเฉพาะตัวของแดงจึงมิได้มีผลถึงเขียวด้วย

ความรับผิดของแดงต่อม่วง การที่แดงได้ขับรถเข้าไปในที่ดินของม่วง เป็นการเข้าไปในที่ดินของม่วงโดยไม่มีเหตุอันสมควร แดงจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 และการกระทำนั้นได้กระทำโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้น และในเวลากลางคืน แดงจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบ 365 (2) (3)

และการที่แดงได้สูบเอาน้ำจากบ้านของม่วงใส่ในถังน้ำยางพารา การกระทำของแดงจึงเป็นเอาไปซึ่งทรัพย์ของม่วง จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และได้กระทำในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ในเคหสถาน แดงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) อีกบทหนึ่ง

ความรับผิดของเขียวต่อม่วง เขียวได้ร่วมกับแดงในขับรถเข้าไปในที่ดินของม่วงการกระทำของเขียวจึงเป็นตัวการร่วมกับแดงในการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป เขียวจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 ประกอบ 365 (2) (3) , 83

และเขียวได้ร่วมกับแดงในการสูบน้ำจากบ้านของม่วง การกระทำของเขียวจึงเป็นตัวการร่วมกับแดงในการกระทำความผิด เขียวจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน โดยการกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) , 83