ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog คำพิพากษาฎีกา ประเด็น ภาษาเขียนที่น่าสนใจ ^^ อัพเดท 23/12/53

ภาพถ่ายของฉัน
ปรับปรุงเพื่อทำเป็นสารบัญครับ

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

คำพิพากษาฎีกาอาญาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกาที่ 413/2552

จำเลยยังมิได้พาเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหายออกไปพ้นนอกห้างสรรพสินค้าของผู้เสียหาย แต่ก็ได้เคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์นั้นไว้ทั้งยังผ่านจุดที่ลูกค้าจะต้องชำระสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินไปแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยพาทรัพย์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปแล้วโดยมีเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ

หมายเหตุ (โดยท่านไพโรจน์ วายุภาพ) การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไปเป็นความผิดสำเร็จเมื่อทรัพย์เคลื่อนที่ การที่จำเลยเคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไป จึงเป็นความผิดสำเร็จ การผ่านจุดชำระเงินโดยไม่ชำระเงิน เป็นเรื่ององค์ประกอบภายในที่แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตหรือไม่เท่านั้น เนื่องจากการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าต้องนำสินค้ามาชำระเงินแก่พนักงานเก็บเงินเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่ผ่านจุดชำระเงิน จำเลยยังชำระเงินได้ การพิสูจน์ถึงเจตนาทุจริตก่อนนั้นจึงทำได้ยาก ดังนั้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตและเคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าก็เป็นความผิดสำเร็จ แม้เปลี่ยนใจยอมชำระเงินตอนผ่านจุดชำระเงินก็ไม่เป็นการพยายามกระทำความผิด หรือไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 5980-5981/2539
**เป็นคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ ผมเห็นว่าควรจะอ่านทั้งย่อสั้นและย่อยาวเพื่อความเข้าใจ

ป.อ. มาตรา 335

ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)

การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งน้ำยางพาราจากบริษัท อ. ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างไปรับน้ำยางพาราจากบริษัท อ. เพื่อนำไปส่งอีกที่หนึ่งถือว่าบริษัท อ.ได้มอบการครอบครองน้ำยางพาราให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. แล้วจำเลยที่ 1 หาได้รับมอบการครอบครองน้ำยางพารานั้นด้วยไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เอาน้ำยางพาราไปในระหว่างการขนส่งห้างหุ้นส่วนจำกัด น. เป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาน้ำยางพาราจึงมีอำนาจร้องทุกข์ ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหายแม้ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืนก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างด้วย เพราะความเป็นลูกจ้างเป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 335 (1) (7) วรรคสาม ,83 เท่านั้น
________________________________

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชล และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันลักทรัพย์น้ำยางพาราจำนวน 4,000 กิโลกรัม ราคา 60,000 บาท ซึ่งเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,335, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1), (7), (11) วรรคสาม, 83 จำคุก คนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และนายนริศ วิเศษ เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลผู้เสียหายซึ่งประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าประเภทของเหลว โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ในตำแหน่งคนขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0368 สุราษฎร์ธานี มีรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0369 สุราษฎร์ธานี พ่วงท้าย ส่วนนายนริศเป็นคนขับรถที่สองและเป็นผู้ช่วยของจำเลยที่ 1 ประจำรถ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 กับคนขับรถคันอื่น ๆ รวม 4 คันของผู้เสียหายได้รับคำสั่งให้ไปบรรทุกน้ำยางพาราจากบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต ต่อมาเช้าวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ของท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ตได้โทรศัพท์แจ้งมายังผู้เสียหายว่า รถยนต์บรรทุกน้ำยางพารามาถึงแล้ว 3 คัน ยังขาดอีก 1 คัน คือคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ในวันเดียวกันนายกุศล หัถถการ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการของผู้เสียหายไปตรวจสถานที่ที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์บรรทุกไปจอดพบน้ำยางพาราถูกถ่ายใส่ถังน้ำขนาด 200 ลิตร จำนวน 20 ใบ จึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพนม แล้วนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาพันตำรวจตรีบัญชาอินทะวงศ์ จับจำเลยที่ 2 ได้

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของนายนริศ วิเศษ พยานโจทก์ว่าพยานเป็นคนขับรถที่สองของผู้เสียหาย ในวันเกิดเหตุพยานได้ไปกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปบรรทุกน้ำยางพาราที่บริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด โดยมีรถพ่วงไปด้วยเพื่อที่จะนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต ระหว่างทางเมื่อมาถึงเขตอำเภอพนม เป็นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 จอดรถไว้ข้างทางแล้วลงไปคุยกับชายอีกหลายคนประมาณ 1 ชั่วโมงจากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถต่อไปโดยมีชายคนหนึ่งขับรถยนต์กระบะนำหน้าขับไปได้ประมาณ 2 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ปลดรถพ่วงไว้ข้างทางแล้วขับรถยนต์บรรทุกที่ใช้ลากจูงเข้าไปในสวนยางพาราประมาณ 2 กิโลเมตรพบแท็งก์น้ำข้างทาง 1 ใบ และถังน้ำขนาด 200 ลิตร อีก 12 ใบจำเลยที่ 1 ได้สูบน้ำยางพาราจากรถยนต์บรรทุกเข้าแท็งก์น้ำและถังน้ำแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร และสูบน้ำจากบ้านหลังหนึ่งเข้าถังน้ำยางพาราจนเต็มเท่าเดิมจากนั้นจำเลยที่ 1ขับรถกลับมาต่อรถพ่วงแล้วขับต่อไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับโดยนายกุศลเป็นผู้นำจับ ส่วนชายคนที่ขับรถยนต์กระบะนำหน้ารถของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 2 พยานเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ตอนที่จำเลยที่ 2 คุยกับจำเลยที่ 2 ข้างทางจนถึงตอนขนถ่ายนำยางพาราโดยอาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าหน้าบ้านในบริเวณนั้น พยานจึงเล่าเรื่องให้นายกุศลฟัง เห็นว่า นายนริศอยู่ในรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับตลอดเวลาตั้งแต่ตอนที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปบรรทุกน้ำยางพาราที่บริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ จำกัดจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ถูกจับ นายนริศย่อมมีโอกาสเห็นเหตุการณ์ได้อย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานย่อมสามารถจดจำจำเลยทั้งสองได้แน่นอนนายนริศรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันส่วนจำเลยที่ 2 นั้นนายนริศไม่เคยรู้จัก จึงไม่น่าเชื่อว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ที่นายนริศยืนยันว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ร่วมกันขนถ่ายเอาน้ำยางพาราของผู้เสียหายไปแล้วสูบน้ำใส่แทนนั้นน่าเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเบิกความของนายนริศนี้โจทก์มีนายกุศลและพนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนเชื่อมโยงและมีความสอดคล้องต้องกันกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.21 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้นำชี้จุดที่จำเลยที่ 1 นำรถไปถ่ายน้ำยางพารา จุดที่จำเลยที่ 1 นำรถไปเติมน้ำและจุดที่รถติดหล่มหลังจากเติมน้ำเข้าถังบรรจุน้ำยางพาราแล้ว ดังปรากฏตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.22 ด้วยเช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลักน้ำยางพาราของผู้เสียหายไปจริง สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น นอกจากโจทก์จะมีนายนริศเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ร่วมกันขนถ่ายเอาน้ำยางพาราของผู้เสียหายไปแล้วสูบเอาน้ำใส่แทนดังที่ศาลฎีกาได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้น ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีบัญชา อินทะวงศ์ พยานโจทก์อีกว่าพยานเป็นผู้จับจำเลยที่ 2 โดยจับตามหมายจับเอกสารหมาย จ.15 ขณะจับพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.16 พันตำรวจตรีบัญชาไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมโดยสมัครใจอันเป็นคำรับที่ทำให้ตนเสียประโยชน์ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้เมื่อพิจารณาประกอบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.22 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดของจำเลยที่ 1ด้วยและจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เองก็รับว่าได้ร่วมไปกับจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกเข้าไปในสวนยางพาราแล้วจำเลยที่ 1 ได้ถ่ายน้ำยางพาราออกจากรถลงใส่ถังเช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยที่ 2ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ตามฟ้องจริง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ปัญหาต่อไปมีว่าสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าศาลล่างทั้งสองได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเหมาะสมแก่รูปคดีแล้วและเมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า น้ำยางพาราเป็นของบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลจึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลเป็นผู้รับขนส่งน้ำยางพาราจากบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด เพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลให้จำเลยที่ 1 ไปรับน้ำยางพาราจากบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์จำกัด ถือว่าบริษัทอินเตอร์รับเบอร์ลาเท็กซ์ จำกัด ได้มอบการครอบครองน้ำยางพาราดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลแล้วจำเลยที่ 1 หาได้รับมอบการครอบครองน้ำยางพารานั้นด้วยไม่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เอาน้ำยางพาราไปในระหว่างการขนส่งห้างหุ้นส่วนจำกัดนพชลย่อมเป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาน้ำยางพาราจึงมีอำนาจร้องทุกข์ ฎีกาทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืนจำเลยที่ 2 ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)วรรคสาม, 83 เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) ทั้งนี้เพราะความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จึงมิได้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(11) วรรคสาม, 83 นั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสาม, 83 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ผมจึงได้ลองแต่งเป็นคำถามพร้อมคำตอบดังนี้

คำถาม แดงเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ซึ่งประกอบกิจการรับขนส่งน้ำยางพารา โดยแดงทำหน้าที่ในตำแหน่งคนขับรถยนต์บรรทุก เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2552 แดงได้รับคำสั่งให้ไปบรรทุกน้ำยางพาราจากบริษัท อ. เพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึก โดยจะมีเขียวลูกจ้างของบริษัท อ. ขับรถกระบะนำไป ในเวลากลางคืนขณะที่แดงขับรถยนต์บรรทุกน้ำยางพาราไปส่งที่ท่าเรือ แดงได้ขับรถยนต์บรรทุกเข้าไปในที่ดินของม่วง แล้วแดงและเขียวได้ร่วมกันสูบน้ำยางพาราจากรถยนต์บรรทุกเข้าแท็งก์น้ำและถังน้ำ และสูบน้ำจากบ้านของม่วงเข้าถังน้ำยางพาราจนเต็มเท่าเดิม และนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึก

แดงและเขียวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด


คำตอบ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. เป็นผู้รับขนส่งน้ำยางพาราจากบริษัท อ. เพื่อนำไปส่งที่ท่าเรือน้ำลึก การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ให้แดงไปรับน้ำยางพาราจากบริษัท อ. ถือว่าบริษัท อ. ได้มอบการครอบครองน้ำยางพาราดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. แล้ว แดงหาได้รับมอบการครอบครองน้ำยางพารานั้นด้วยไม่ การที่แดงร่วมกับเขียวเอาน้ำยางพาราไปในระหว่างการขนส่ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ย่อมเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาน้ำยางพารา

ความรับผิดของแดงต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. การที่แดงลักน้ำยางพาราซึ่งเป็นทรัพย์ที่อยู่ในการครอบครองของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ไป จึงเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของของผู้อื่น แดงจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และการลักทรัพย์ของแดงนั้นได้กระทำในเวลากลางคืน โดยร่วมกับเขียว ทรัพย์นั้นก็เป็นของนายจ้าง แดงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามมาตรา 335 (1) (7) (11) เมื่อการกระทำของแดงเป็นความผิดตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป แดงจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสอง

ความรับผิดของเขียวต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. เขียวมิได้เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. การที่เขียวร่วมกับแดงลักทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ในเวลากลางคืนเขียวย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1 ) (7)วรรคสอง, 83 เท่านั้น แม้แดงจะเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ก็ตาม เขียวก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ทั้งนี้เพราะความเป็นลูกจ้างของแดงเป็นเหตุเฉพาะตัวของแดงจึงมิได้มีผลถึงเขียวด้วย

ความรับผิดของแดงต่อม่วง การที่แดงได้ขับรถเข้าไปในที่ดินของม่วง เป็นการเข้าไปในที่ดินของม่วงโดยไม่มีเหตุอันสมควร แดงจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 และการกระทำนั้นได้กระทำโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้น และในเวลากลางคืน แดงจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบ 365 (2) (3)

และการที่แดงได้สูบเอาน้ำจากบ้านของม่วงใส่ในถังน้ำยางพารา การกระทำของแดงจึงเป็นเอาไปซึ่งทรัพย์ของม่วง จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และได้กระทำในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ในเคหสถาน แดงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) อีกบทหนึ่ง

ความรับผิดของเขียวต่อม่วง เขียวได้ร่วมกับแดงในขับรถเข้าไปในที่ดินของม่วงการกระทำของเขียวจึงเป็นตัวการร่วมกับแดงในการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป เขียวจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 ประกอบ 365 (2) (3) , 83

และเขียวได้ร่วมกับแดงในการสูบน้ำจากบ้านของม่วง การกระทำของเขียวจึงเป็นตัวการร่วมกับแดงในการกระทำความผิด เขียวจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน โดยการกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) , 83

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น